|
| |
Magazine: B.E.V.
Column: Gallery Christian
Pages: 3 Pages
Writer: Suwat Itsarothaikul (Pete)
Christian Lacroix: the prestigious Dialogues in Siam |
ในบรรดาผู้นิยมชมชอบเสื้อผ้าชั้นสูง ( Haute Couture) ชื่อของ Christian Lacroix คือหนึ่งในนักออกแบบผู้มีผลงานสร้างชื่อมากมายต่อวงการแฟชั่น ด้วยพรสวรรค์ในการผสมสีต่างๆเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ผลงานของเขามีอิทธิพลและสร้างสีสันให้กับวงการจนได้รับการขนามนามว่า ‘ ดีไซเนอร์พู่กันมหัศจรรย์’
Christian Lacroix เกิดในปี 1951 ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในครอบครัววิศวกร เมื่อโตขึ้นเขาได้ศึกษาศิลปะอย่างเป็นจริงเป็นจังที่มหาวิทยาลัย Paul Valery และมหาวิทยาลัย Sorbonne ภายหลังสำเร็จการศึกษา Lacroix เริ่มก้าวแรกในวงการดีไซเนอร์ด้วยการเป็นนักออกแบบรองเท้าและเครื่องประดับให้กับแบรนด์ดังอย่าง Hermes ต่อมาจึงได้ทำหน้าที่เป็นผู้ร่างแบบแฟชั่นให้กับแบรน์ดังกล่าว จนในปี 1981 เขาได้เริ่มงานกับ Jean Patou ซึ่งมีชื่อเสียงไม่สู้ดีนักในเวลานั้น แต่ด้วยพรสวรรค์ที่มี เขาประสบความสำเร็จในการชุบชีวิตแบรนด์ดังกล่าวอย่างท่วมท้น
งานในยุค 80 ของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากลายเส้นและสีของศิลปินแบบโมเดิร์นอาร์ท จนเขาได้รับรางวัล Golden Thimble ซึ่งนับเป็นการได้รางวัลครั้งที่สองหลังจากที่ได้รางวัลนี้ไปเป็นครั้งแรกในปี 1986 จาก
คอลเล็คชั่นเสื้อผ้าสุดหรุ ช่วงปลายยุค 80 ผลงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปพร้อมใส่ (Pre-a-Porter) คอลเลคชั่นแรกของเขาได้ปรากฏโฉมสู่วงการแฟชั่น แล้วจึงตามติดมาด้วยน้ำหอมแบรนด์ดังของเขาเองที่ใช้ชื่อว่า ‘C’est La Vie’
งานในช่วงแรกๆ Lacroix ได้เน้นสีสันในโทนฉูดฉาด ร้อนแรง งานบางชิ้นเต็มไปด้วยสีสันมากมายอยู่ในตัว เมื่อเข้าคู่กับเครื่องประดับที่ทำจากดอกไม้ซึ่งมีทั้งสร้อยคอและหมวก ทำให้งานของเขามีความโดดเด่นด้วยสีสันแห่งความสดใสตามธรรมชาติ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคหลัง งานของเขากลับลดความแรงของสีลงไปถนัดตา เพื่อให้เข้ากับกระแสแฟชั่นที่กำลังมาแรงในขณะนั้น อีกทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มความเคร่งขรึมให้กับงานแฟชั่นไปในตัว แต่กระนั้นก็ตาม Lacroix ไม่ได้ถูกจำกัดลงด้วยสีสันที่มึนทึมขึ้น เพราะงานของเขาได้สร้างทางเลือกใหม่ให้กับเสื้อผ้าสีเขร่งขรึมอย่างลงตัว ในทุกวันนี้งานของเขาฉีกกฎเกณฑ์ที่ตายตัวของการออกแบบด้วยการนำเอาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่มาใช้กับงานของเขาอย่างชาญฉลาด
เสื้อผ้าของเขาได้รับการสวมใส่โดยผู้มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน ในคืนมอบรางวัลออสการ์ปี 2004 ดาราสวยสวยทรงเสน่ห์ Uma Thurman สวมชุดที่เป็นผลงานการออกแบบของ Lacroix ตัวชุดทำจากผ้าพริ้วไหวสีขาว พร้อมสาวคาดเอวสีฟ้าสดใส ทำให้ชุดของ Thurman ในค่ำคืนนั้นออกมาหรูหราเรียบง่าย แต่ไม่รุ่มร่าม ผลงานสร้างชื่อของเขาอีกชิ้นหนึ่งคือคอลเลคชั่นผ้าซาตินสีแดงที่เจ้าหญิงไดอาน่าทรงสวมใส่ขณะเสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศส
แล้ววันนี้งานของเขาบินลัดฟ้าให้ผู้ชมชาวไทยได้สัมผัศถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Christian Lacroix ภายใต้นิทรรศการชื่อ ‘Christian Lacroix Dialogues’ ซึ่งถือเป็นนิทรรศการการจัดแสดงเสื้อผ้าชั้นสูงของ Lacroix เป็นแห่งที่สองในเอเชียรองจากประเทศจีน แต่ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์คู่ใจที่ทำงานรวมกับเขามาโดยตลอดอย่าง Yves Sabourin โดยได้มีการจัดแสดงเสื้อผ้าชั้นสูงกว่า 60 ชุด พร้อมงานศิลปะที่ช่วยตอบรับกับงานออกแบบเสื้อผ้าของ Lacorix อย่างลงตัว เขาเลือก Jim Thompson House Museum เป็นสถานที่จัดการแสดงในครั้งนี้ ด้วยเหตุที่ต้องการให้ศิลปวัฒนธรรมในแต่ละประเทศที่นำผลงานของเขาไปจัดแสดงมีส่วนร่วมและช่วยขับส่งงานของเขา
เมื่อก้าวเข้าสู่นิทรรศการจะพบกับ ‘Bride of Matador’ เป็นภาพขาวดำของหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาว ที่ได้ชื่อว่า ‘ เจ้าสาวแห่งมาธาดอร์’ เนื่องจากชุดดังกล่าวถูกตกแต่งด้วยผ้าล่อวัวกระทิงที่นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โดยแปะลงไปบนเนื้อผ้าอีกที จุดเด่นของภาพนี้คือแม้ Locroix ได้ย้อมชุดเจ้าสาวด้วยสีแดงแต่ภาพถ่ายที่ออกมากลับเป็นสีขาวดำ เพื่อสร้างลูกเล่นระหว่างสีขาวสลับสีดำอย่างโดดเด่น
‘Savage’ หรือ ‘ ชุดคนป่า’ ตกแต่งด้วยขนสัตว์อันเป็นที่มาของชื่อชุด เนื่องจากในอดีตคนป่าใช้ขนสัตว์ต่างๆเป็นเสื้อผ้าปกคลุมร่างกายและเมื่อถูกประดับประดาด้วยขนสัตว์เขาจึงให้ชื่อชุดคนป่าอย่างที่เห็น การตั้งชื่อชิ้นงานต่างๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความมีลูกล่อลูกชนในตัวเขา
ชุด ‘Sleeping Beauty’ ประกอบด้วยชุด 3 ชุดด้วยกัน ความต่างของการจัดแสดงเสื้อผ้าชุด“ เจ้าหญิงนิทรา” ก็คือการจัดแสดงเสื้อผ้าในแนวนอนซึ่งช่วยเพิ่มมนต์เสน่ห์และแรงดึงดูดใจให้กับผู้ชมอย่างน่าประหลาด ชุดที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของเซ็ทนี้คือชุด ‘ ราชินี’ ตัวชุดเป็นสีดำ ตัดเย็บด้วยผ้าลูกไม้ถักลายสเปนเพิ่มลูกเล่นให้ไม่ธรรมดาด้วยการปักเลื่อมที่มีผ้าซาตินรองซ้อนอยู่ และเพื่อเป็นการขับเน้นให้กับชุดๆนี้ Lacroix ได้นำหมอนรูปดอกกุหลาบซึ่งเป็นของสะสมชิ้นหนึ่งที่เขาชื่นชอบมาจัดแสดงร่วม เหนือเจ้าหญิงขึ้นไปคือภาพพิมพ์อิงค์เจ็ทรูปหัวใจสองภาพ ภาพแรกเป็นรูปจี้หัวใจสลักอักษรย่อ CL ซึ่งเป็นชื่อย่อของเขา วางเคียงกับภาพหัวใจที่มาจากโบสถ์แห่งหนึ่ง และหากเจ้าหญิงไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีบริวารคอยปรนนิบัติพัดวี เขาจึงได้จัดชุด ‘Satellite’ หรือชุด ‘ บริวาร’ คอยให้การดูแลเจ้าหญิงที่ทรงบรรทมอยู่
สำหรับงานชุด ‘Minister’ แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการดัดแปลงแนวคิดจากแหล่งต่างๆมาใช้กับงานของเขา ซึ่ง Lacroix ยังคงลักษณะเสื้อผ้าของเหล่าข้าหลวงในอดีต กระโปรงทรงสุ่ม เนื้อผ้าโทนดำบ่งบอกความเคร่งขรึมเป็นทางการ โดยนำมาประยุกต์ใช้โดยแต่งเติมสีสันอันหลากหลายแต่กลมกลืนเข้ากันได้กับสีดำอย่างไม่ขัดแย้ง ชุดสุดโดดเด่นในชุดนี้เมื่อมองดูผิวเผินเป็นเพียงแค่ชุดสีสันฉูดฉาดแซมด้วยสีดำ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าลายบนชุดดังกล่าวหาใช่ลายของผ้าไม่ แต่เป็นการนำเอาผ้าสีพื้นธรรมดามาเพ้นท์สีลงไป ส่วนชุดต่อมาเป็นชุดที่ได้รับอิทธิพลจากเครื่องแบบทหารในยุคโบราณแบบแขนกุดและมีหลายชั้นซ้อนทับอันเป็นที่มาของชื่อ ‘Warrior’ ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดการทำศึกสงครามและการสู้รบ เหตุนี้เองเสื้อผ้าในชุดนี้จึงออกมาดูแข็ง ตรงและปราศจากเส้นโค้งมน ถึงแม้ลวดลายบนเนื้อผ้าเน้นรูปทรงเรขาคณิตที่มีเหลี่ยมมุมส่งขับความดุดัน ความแข็งกร้าวในแบบทหารหาญ แต่ลวดลายดังกล่าวบนพื้นผ้ากลับอ่อนช้อย พริ้วไหวยามได้สวมใส่ และเพื่อเน้นย้ำธีมแห่งการรบรา ภาพพิมพ์อิงค์เจ็ทขนาดใหญ่ลายฉลุทองบนพื้นหลังสีแดงถูกมานำจัดแสดงร่วมกัน ซึ่งที่มาของภาพๆนี้คือการนำชิ้นเศษผ้าที่เหลือจากการตัดเย็บชุด ‘Bride of Matador’ มาขยายใหญ่โดยมีนัยยะของการต่อสู้ระหว่างคนและวัวกระทิงเป็นฉากหลัง
ชุด ‘ สวนดอกไม้’ คืออีกหนึ่งความสามารถในการหยิบจับเอาธรรมชาติมาสรรค์สร้างผ่านมุมมองของเขา ดอกไม้ เถาวัลย์ ลำต้นต้นไม้ กองดอกไม้แห้งล้วนแต่ผลักดันพลังแห่งจินตนาการในตัว Lacroix เมื่อเขาหลอมรวมธรรมชาติเข้ากับศิลปะอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เสื้อสุดหรูหราที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ที่โรยรา ลำต้นต้นไม้ที่แข็งทื่อ เถาวัลย์ที่ไร้ประโยชน์ไร้ค่าแปรเปลี่ยนเป็นความงดงามที่ดูมีค่ามีราคาในบัดดล ในส่วนห้องสุดท้ายของนิทรรศการจัดแสดงเสื้อผ้าในชุด ‘Prayer’ หรือชุด ‘ ภาวนา’ มีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับศาสนาโดยชุดที่นำมาจัดแสดงเป็นชุดเจ้าสาวสีขาวมีผ้าคาดเอวสีฟ้าตัดสลับวางอยู่หน้าฉากขาวลายดอกไม้สีเขียวสดใส ที่มาของภาพพื้นหลังอิงค์เจ็ทมีความน่าสนใจอยู่ที่แหล่งที่มาจากวัดอรุณของบ้านเรานั้นเอง แต่ภาพที่นำมาพิมพ์นั้นไม่ได้เป็นภาพที่มีชื่อเสียงหรือสวยงามโดดเด่นแต่ประการใด แต่เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของภาพวาดจากฐานส่วนหนึ่งของพระปรางค์วัดอรุณ การแต่งงานฟังดูเผินๆอาจไม่เกี่ยวกับการภาวนาโดยตรงแต่การพิธีมงคลสมรสจัดเป็นพิธีสำคัญทางศาสนาอย่างหนึ่ง โดยมีชุดสำคัญอีกชุดที่ได้แรงบันดาลใจจากชุด ‘ พระแม่มารี’ โดยผ้าริ้วสีขาวห้อยลงมาจากเพดาน เปรียบเสมือนการวิญญาณที่ล่องลอยไปสู่สรวงสรรค์
จุดเด่นในงานของ Christian Lacroix ที่เราสามารถสังเกตได้คือความไม่หยุดนิ่ง ซึ่งส่งผลให้งานของเขาพริ้วไหวเหมือนมีชีวิตชีวา ดังจะเห็นได้จากชุดตัวโปรดหนึ่งใน 63 ชุดของเขาที่นำมาจัดแสดงคือข้อยืนยันได้เป็นอย่างดี จากเนื้อผ้าลายดอกไม้โดดเด่น แต่ Lacroix กลับนำมาตีเกร็ดให้ยับย่น ตัดแต่งดอกไม้มาต่อเติมเพิ่มลายราวดอกไม้ออกดอกออกใบในเสื้อที่ยังไม่ตาย นับเป็นการเสริมสร้างมิติและความมีชีวิตชีวาให้กับเสื้อดังกล่าวได้อย่างชาญฉลาด ความยับย่นของเนื้อผ้าช่วยเพิ่มความมีสไตล์ที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบในโลกที่เสื้อผ้าต้องเรียบเนี้ยบสวยทุกกระเบียดนิ้ว เช่นเดียวกับเสื้อผ้าในชุดอื่นๆ เสื้อผ้าชุดนี้ได้รับแรงเกื้อหนุนจากงานศิลป์ที่ทำมาจัดวางคู่กันซึ่งงานดังกล่าวเป็นผลงานระดับรางวัล Golden International Biennale of Venice จากผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส Annette Messager ที่ใช้เทคนิคการตัดปะมาสร้างสรรค์ชิ้นงาน
หากจะหาคำนิยามใดๆ มาอธิบายงานศิลป์ของ Christian Lacroix ก็คงยากที่จะหาคำมานิยามที่แสดงให้เห็นตัวตนแห่งจิตวิญญาณของความเป็นศิลปินในงานการออกแบบเสื้อผ้า โดยการผสมผสานจากสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัว การปรับเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติแห่งการดีไซน์ งานของเขาหยิบจับสิ่งรอบกายไล่เรียงตั้งแต่ธรรมชาติ สิ่งสังเคราะห์ ไม่เว้นแม้กระทั่งการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์อย่างภาพพิมพ์อิงค์เจ็ทมาใช้ในงานของเขาด้วย จะเห็นได้ว่า Locroix ได้เปิดโอกาสให้ศิลปะในแบบของเขามีโอกาสทำความรู้จักกับศิลปะและวัฒนธรรมแบบสยามประเทศ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเขาที่ว่าศิลปะสามารถอยู่ร่วมกันได้แม้จะต่างที่มาก็ตาม เรียกว่า Christian Lacroix นอกจากจะเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังแล้ว เขายังเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่กว้างไกลผ่านทางผลงานของเขานั้นเอง
|